ระวังลูกรักกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น

Rate this post

ตอนนี้พ่อแม่หลายคนนิยมเลี้ยงลูกด้วยการเอามือถือหรือแท็ปเลตให้เล่น เพราะว่าลูกจะได้ไม่ร้องไม่กวน
ถ้าใครที่อ่านบทความนี้อยู่แล้วหันไปเห็นลูกน้อยของคุณกำลังจ้องหน้าจอตาแป๋วอยู่โปรดระวังเอาไว้เลย
เพราะว่านี่คือปัจจัยที่ส่งผลให้ลูกรักของคุณอาจจะกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นโดยไม่รู้ตัว
อันดับแรกหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่าสมาธิสั้น แต่รู้หรือไม่ว่าอาการมันเป็นอย่างไร อันดับแรกเลย โรคสมาธิสั้น
เชื่อว่าว่าอาจจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่พันธุกรรมจะมีผลและมีการถ่ายทอดอย่างไร ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน
แต่มีผลต่อสมองทำให้การทำงานของสมองบางส่วนเกิดการบกพร่อง โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ
ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง นี้ ทำให้เกิดการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันต่อระบบสั่งงานอื่นๆ พบในเด็กอายุก่อน 7 ปี
แต่อาการมักจะเด่นชัด เมื่อเด็กมีอายุ 4 – 5 ปี และจากการตรวจในครอบครัวเด็กที่ป่วยพบว่า
กลุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดความผิดปกติเหล่านี้ได้ มักจะเป็นกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น
แม่ใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ หรือมีปัญหาระหว่างคลอดหรือหลังคลอด
ให้สังเกตุว่า ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วไป ซนแบบไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา เคลื่อนไหวตลอดเวลา
ซึ่งถ้าเป็นเด็กในวัยก่อนอายุ 4 – 5 ปี จะแยกได้ยาก
เนื่องจากความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็กปกติจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ด้านความพร้อมของพัฒนาการ
และเด็กจะวอกแวกได้ง่าย แม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เด็กเสียสมาธิได้ เช่น ขณะกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่
หากมีเสียงของตกพื้น เด็กในกลุ่มสมาธิสั้นจะหันไปทางต้นเสียงทันทีขณะอยู่ในห้องเรียน หากมีคนเดินผ่านก็จะหันไปดูทันที
มีความไวต่อสิ่งเร้าภายนอก ผ่านตาหรือหูเกิดจากสิ่งเร้าภายในตัวของเด็กเองนี่คือสัญญาณ
สำหรับการปรับพฤติกรรมของเด็กไฮเปอร์หรือเด็กสมาธิสั้น ควรจะไปไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป กว่าที่พฤติกรรมจะเปลี่ยน
หรือเกิดการพัฒนาจะต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาสั้นๆ พ่อแม่และคนในครอบครัว จึงมีความสำคัญมาก
เพราะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วค่อยๆ ลดบทบาทลงทีละน้อยๆ จนเด็กสามารถทำด้วยตนเองได้
ฝึกให้เด็กนั่งอยู่กับที่ และทำกิจกรรมอะไรสักอย่างโดยที่เด็กจะค่อยๆ เพิ่มเวลาให้ความสนใจสิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆ จาก 3 นาทีเป็น
5 นาที เป็น 7 นาทีไปเรื่อยๆ พ่อแม่ควรให้คำชมเชย เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
และในที่สุดก็จะให้ความร่วมมือกับพ่อแม่อย่างดี ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องมีทั้งความเข้าใจในโรค ในตัวเด็ก
และมีความอดทนเพียงพอ ที่จะดูแลและเพื่อให้เด็กหายจากอาการสมาธิสั้นได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *