คุณแม่ตั้งครรภ์กับภาวะโลหิตจาง

คุณแม่หลายๆคนอาจถูกตรวจแล้วพบว่าโลหิตจางซึ่งเมื่อก่อนอาจจะยังไม่เป็น แต่เพิ่งมาเป็นตอนตั้งครรภ์
หลายคนอยากทราบสาเหตุและอยากทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นรวมถึงการรักษาเมื่อเป็นแล้ว วันนี้เรารวบรวมข้อมูล
สาระดีๆมาฝากค่ะเลือดจางเกิดจากอะไรได้บ้าง? โรคเลือดจางบางส่วนมักเกิดจากการรับประทานอาหารไม่ถูกส่วน
เนื่องจากผู้หญิงบางคนกลัวรูปร่างเสียจึงไม่ค่อยชอบอาหารที่มีคุณค่าเสริมสร้างร่างกาย
และอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เป็นโรคเรื้อรังหรือมีพยาธิปากขอที่คอยดูดเลือดจากลำไส้ของเรา
หรืออาจมีการเสียเลือดจากริดสีดวงทวารเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงโรคทางพันธุกรรม
เช่น ธาลัสซีเมีย เป็นต้นแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเลือดจาง? เลือดจาง เป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ
โดยในผู้หญิงที่ไม่ท้องปกติจะมีค่าความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ประมาณ 14 กรัมเปอร์เซ็นต์ (14 กรัมต่อเลือด 100 ซีซี)
หากต่ำกว่า 11 กรัมเปอร์เซ็นต์จะถือว่าเลือดจางสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ถ้าต่ำกว่า 10 กรัมเปอร์เซ็นต์
ถือว่าเป็นโรคเลือดจางคุณหมอจะทำการตรวจหาความเข้มข้นของเลือดเมื่อไปฝากครร
ภ์ครั้งแรก และตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 7 เดือนค่ะเลือดจางอันตรายต่อแม่อย่างไร?
เนื่องจากระหว่างตั้งครรภ์นั้นร่างกายคุณแม่จะมีน้ำเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่าภาวะปกติ
จึงทำให้ความเข้มข้นของเลือดจางลงกว่าปกติโดยระดับของฮีโมโกลบินจะค่อยๆ ลดลง จนถึงช่วงเดือนที่ 7
จะลดลงมาก และกลับสู่ค่าปกติหลังคลอดแล้ว 6 สัปดาห์อย่างไรก็ตามการลดลงของฮีโมโกลบินในระดับปกติสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรต่ำกว่า 10 กรัมเปอร์เซ็นต์
หากคุณแม่มีภาวะเลือดจากจะเป็นอันตรายต่อแม่ ดังนี้
1.มดลูกหดรัดตัวไม่ดี ทำให้คลอดยาก หมดแรงและมีโอกาสติดเชื้ออักเสบได้ง่าย
2.ตกเลือดระหว่างคลอด หลังคลอด และช็อก
3.อ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย เป็นลมบ่อย เวียนศีรษะและเบื่ออาหาร
4.เสี่ยงแท้งและคลอดก่อนกำหนด
อาการดังกล่าวจะเป็นมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่าเลือดจางมาก
แค่ไหน ทั้งนี้แม่ที่มีภาวะเลือดจางมักมีอันตรายจากการคลอด
อัตราการตกเลือดและติดเชื้อสูงกว่าแม่ท้องที่เลือดไม่จาง
เลือดจางอันตรายต่อลูกในท้องอย่างไร?
โรคเลือดจางนอกจากจะเป็นอันตรายต่อแม่แล้วยังส่งผลร้ายแรงต่อลูกน้อยด้วย
เนื่องจากเลือดที่ไปเลี้ยงรกจะมีออกซิเจนน้อยกว่าปกติทำให้ออกซิเจนส่งไปยังทารกน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ
ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูก ดังนี้
5.มีความพิการแต่กำเนิดสูง
6.ลูกมีโอกาสเป็นโรคเลือดจาง
7.ถ้าแม่เลือดจางมาก ทารกอาจเสียชีวิตในครรภ์ได้
8.ลูกมีโอกาสที่จะคลอดออกมาแล้วเสียชีวิต
9.เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกคลอดน้อย
10.จะป้องกันเลือดจางระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร
หากเลือดจางจากโรคเลือดทางพันธุกรรม หรือธาลัสซีเมียนั้นไม่สามารถป้องกันได้
ส่วนผู้ที่เลือดจางเพราะพยาธิปากขอคุณหมอสามารถให้ยาถ่ายพยาธิปากขอ เพื่อลดการเสียเลือดได้
แต่สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้อยู่ในภาวะดังกล่าว ก่อนตั้งครรภ์ก็มีสุขภาพดีเป็นปกติ
สามารถป้องกันภาวะเลือดจางได้ด้วยการกินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็กที่คุณหมอจ่ายให้มาตอนที่ไปตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะมีความต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น
ซึ่งอาหารประจำวันนั้นมีธาตุเหล็กเพียง 10-15 มิลลิกรัมต่อวันแต่ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เพียงร้อยละ 10
นั่นหมายความว่า คุณแม่จะได้รับธาตุเหล็กจากอาหารเข้าไปในระบบทางเดินเลือดเพียงวันละ 1-1.5 มิลลิกรัมเท่านั้น ดังนั้น
หากรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนก็มีโอกาสเกิดเลือดจางได้ง่าย ธาตุเหล็กจำเป็นต่อร่างกายแม่ท้องอย่างไร?
เมื่อร่างกายได้รับธาตุเหล็กจะถูกนำไปใช้ในการ
1.เอาไปให้ทารกเพื่อสร้างอวัยวะต่างๆ
2.สร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์
3.สูญเสียไปขณะคลอด
4.สร้างสารที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์
5.เก็บสำรองไว้ในตับ ม้าม และไขกระดูก
6.ออกมากับน้ำนมแม่
7.สร้างฮีโมโกลบิน
8.ถูกขับออกทางเหงื่อ ปัสสาวะและอุจจาระ
เพราะเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องได้รับธาตุเหล็กเสริมให้มากเพื่อความสมบูรณ์ของทั้งคุณแม่และลูกน้อย
หากคุณหมอตรวจพบว่าคุณแม่มีภาวะเลือดจางระหว่างตั้งครรภ์จะทำอย่างไร?
คุณหมอจะหาสาเหตุของเลือดจางก่อนหากเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก
คุณหมอก็จะให้กินยาเสริมธาตุเหล็กหากเลือดจางมากอาจพิจารณาให้เลือดด้วย
รวมถึงขณะคลอดอาจต้องเตรียมเลือดไว้ 1-2 ขวดเพื่อใช้ในกรณีมีการตกเลือด ซึ่งอาจทำให้ช็อกได้
เมื่อทราบดังนี้แล้วนั้นคุณแม่ท้องควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
และควรรับประทานยาบำรุงเสริมธาตุเหล็กที่คุณหมอให้มาอย่าได้ขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคเลือดจางระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกได้ค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *