คำแนะนำเพื่อให้เด็กมีสมาธิ

ในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยี และสิ่งเร้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัทพ์มือถือ เท็บเลต
โทรทัศน์ ทำให้เด็กๆ สนใจสิ่งเหล่านี้ที่วูบวาบ มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
แม้จะสังเกตเห็นว่าเด็กๆ นิ่งอยู่กับสิ่งตรงหน้านาน
แต่ก็มิใช่สมาธิเพราะเค้ากำลังสนุกสนานกับภาพเคลื่อนไหว และไม่ได้จดจ่อกับอะไรเลย
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ของเด็กคือสมาธิ
สิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายที่เด็กจะมีการพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ คือ การมีสมาธิ
ยิ่งเด็กมีอายุน้อยเท่าไร ความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆ ความตั้งใจ
และมีสมาธิก็ยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น เช่น เมื่อคุณให้เขาเก็บของเล่นเมื่อเล่นเสร็จแล้ว
แต่ก็พบว่าของยังกระจายเต็มบ้านอยู่ดี นั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องเพราะเขาดื้อ
หรือเพิกเฉยต่อคำสั่งสอนของคุณ
แต่เพราะลูกของคุณอาจจะลืมวิธีที่จะเก็บของเล่นต่างหาก
ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่มีสมาธิฟังคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีการอย่างไรที่จะฝึกให้ลูกมีสมาธิ
ลองฟังคำแนะนำเหล่านี้เพื่อนำไปปรับใช้ ดังนี้
1. ลดสิ่งเร้ารอบข้างที่จะมาดึงเด็กๆ จากสมาธิให้ได้มากที่สุด เช่น อย่าเปิดทีวี เล่น
หรือพูดคุยกันในห้องห้องเดียวกับเขาในขณะที่เด็กๆ กำลังทำการบ้าน
2. เลือกเกม ของเล่น ตัวต่อ และกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะกับช่วงอายุของเขา เช่นเด็กวัย
3 ขวบสามารถเดินต่อเท้า เดินสลับขา จับคู่สิ่งที่เหมือนกัน
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองสามารถใช้เป็นกิจกรรมในครอบครัวเพื่อส่งเสริมพัมนาการได้
3. จัดกิจกรรม หรือเกมที่ต้องใช้สมาธิ เล่นเกมจับคู่ ทายปัญหา หมากรุก หมากฮอส เกม
OX หรือจะชวนทำอาหารง่ายๆ ชวนคุยเรื่องต่างๆ และกิจกรรมอื่นๆ
ที่เหมาะสมกับวัยของลูกน้อย แต่ไม่ควรฝึกฝนเด็กๆ อย่างเข้มงวดมากเกินไป
เพราะเด็กเล็กๆ สามารถจดจำคำสั่งได้แค่อย่างเดียวต่อครั้ง เช่น เด็กอายุ 2

ขวบสามารถจดจำคำสั่งได้แค่ว่า เอาหนังสือไปเก็บ หากบอกให้เก็บของเล่นด้วย
เขาอาจจะจำไม่ได้ ดังนั้นผู้ปกครองต้องใจเย็น
ออกคำสั่งให้เขาทำอะไรให้หลากหลายมากยิ่งขึ้นภายใต้คำสั่งเดียวต่อครั้งเท่านั้น
พอโตขึ้นเด็กๆ ก็จะเริ่มมีสมาธิดียิ่งขึ้น ถึงคราวนั้นผู้ปกครองอาจลองเพิ่มคำสั่งง่ายๆ
ไปอีกหนึ่งอย่างก็ได้
4. กระตุ้นให้เด็กๆ จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อพูดคุยกันควรสบตาและมองหน้ากันเสมอ
เพื่อให้แน่ใจว่าสมาธิของเขาอยู่กับสิ่งที่คุณพูด
5. เมื่อออกคำสั่งกับเด็กๆ ลองให้ทบทวนคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเด็กๆ
ได้ทวนคำสั่งนั้นอีกครั้ง จะทำให้จดจำสิ่งนั้นได้มากขึ้น
6. ควรหมั่นสังเกตว่าลูกน้อยของคุณมีความผิดปกติทางสติปัญญา
มีความบกพร่องของทักษะทางการอ่าน การเรียนรู้ หรือเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่
เพราะหากลูกคุณเป็นโรคเหล่านี้
เขาจะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน ควรพาเด็กๆ ไปพบแพทย์
หรือนักกิจกรรมบำบัด เพื่อช่วยประเมิน และกระตุ้นให้พัฒนาการของเด็กๆ
พัฒนาได้อย่างสมวัยได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *